เป้าหมายของชีวิต

posted on 27 Mar 2012 20:43 by jamessomsak in life
 

โดยธรรมชาติแล้ว
ชีวิตย่อมมีเป้าหมายของชีวิตอยู่เอง
ครั้นเมื่อมนุษย์ช่างคิด ช่างฝัน
เขาจึงได้รังสรรค์เป้าหมายขึ้นใหม่
แล้วยอมเป็นทาสของเป้าหมายนั้นโดยดุษฏี

เป้าหมายของชีวิตที่มนุษย์คิดขึ้นนั้น
ไม่อาจนำมาซึ่งความเกษมสำราญที่แท้จริง
ทั้งยังอาจเป็นเหตุแห่งความทุกข์ยากไม่รู้จบสิ้น

เป้าหมายของการกระทำนั้นต้องมีอยู่
แต่ต้องไม่งมงายยึดมั่นเกินไป
เพราะความงมงายยึดมั่นเกินไป
ทำลายความสดชื่นมั่นคงในการดำเนินชีวิต

ดำรงจิตใจให้มั่นคง เริงรื่น ชื่นบาน
และเกษมสำราญกับการช่วยเหลือสรรพชีวิตเถิด
ชีวิตเฉพาะหน้าเช่นนั้น นั่นเอง
ที่ดำรงอยู่แล้วในเป้าหมายของชีวิตที่แท้

 "จงเป็นในสิ่งที่ต้องเป็นให้เป็นสุข
  อย่าพยายามเป็นให้เป็นทุกข์
  ในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็น "

จาก http://www.kwamru.com/

แว่นตาชีวิต

posted on 26 Mar 2012 18:30 by jamessomsak in life

ใครรวยกว่าใคร ลองคิดดู…

อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง สุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวันห้าขวบของเขา กำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเอง ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน

ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียว ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่า ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน

เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน กลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน

ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า….

….ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา

….อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร

…….เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

……ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

………ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืน โดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน

……..ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่

………ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

ผู้เป็นพ่อฟังแล้วเงียบงัน ลูกชายสบตาพ่อเต็มตา
แล้วจบว่า
“ขอบคุณมากครับพ่อ ที่ช่วยให้ผมได้สำนึกว่า เราจนขนาดไหน”

คุณเห็นด้วยไหมว่า “แว่นตาชีวิต” นี่ช่างเป็นสิ่ง
น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก คิดดูสิว่าโลกจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด

ถ้าเราทุกคนเปลี่ยนมา
เป็นปลื้มและพอใจในทุกสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรน
ไขว่คว้าเพื่อสิ่งที่เรายังไม่ได้มา

ขอจงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อน
ชีวิตหนึ่งของเรานั้น สั้นนัก และเรามีเพื่อนได้น้อยมาก

จงแบ่งปันความรู้สึกที่ดีๆให้เพื่อนของเรา เหมือนที่เราอยากได้

http://www.kwamru.com

สายลมของวันเก่า

posted on 09 Sep 2011 21:25 by jamessomsak in love
 
เวลาใครสักคนพูดถึง "สายลม" ในความหมายใดๆ ก็ตาม
คำที่ดูเคียงคู่และชอบเดินมาด้วยกันคือ "แสงแดด"
แน่นอน ในความรู้สึกที่ดี "สายลม" แทนความหมายที่ รู้สึกสดชื่น
ขณะที่ "แสงแดด" ให้อารมณ์ที่แลดูอบอุ่น และอ่อนโยน

เวลาคนมีความรัก แดดมักเป็นเหมือน แสงสว่างในยามเช้า...
ไม่ใช่แดดที่ร้อนรนและอบอ้าวในยามบ่าย
หรือเป็นแดดที่ดูหม่นแสง เตรียมลาจาก เหมือนแสงสุดท้ายของวัน....

แดดให้อารมณ์ได้ไม่กี่แบบ แต่สายลมสร้างความรู้สึกได้หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ...
ลมมีความหมายตั้งแต่ "ลมหายใจ" จนถึง "พายุมรสุม"
ไม่เคยมีใครพูดว่าแสงแดดนั้นมีกลิ่น.....
แต่กับสายลมเราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่มีกลิ่นหอม อบอุ่น และนุ่มนวลได้เสมอ
ถ้าความรักที่ดีเหมือนแสงแดดในยามเช้า...
สายลมก็คงไม่ต่างอะไรจากความอบอุ่นที่ห่อหุ้มหรือโอบ กอด(หลวมๆ)ความรักเอาไว้
เราเห็นแดดกันได้ง่ายๆ แดดมาทุกวัน สาย บ่าย เย็น ถ้าฝนไม่ตก ฟ้าไม่มืดมัว

แต่สายลมจะมาแต่ละครั้ง ไม่มีใครรู้ มันมองไม่เห็นแต่รู้สึกได้...
ไม่มีเวลาที่แน่นอน แต่ไม่เคยหายไป...

เวลาคนมีความรัก สายลมเหมือนอะไรบางอย่างที่ห่อหุ้มเนื้อตัว
แต่เวลาคนพลัดพราก ความรักห่างหาย
สายลมที่พัดโชยมา เหมือนพัดเอา ความหลัง และใครบางคน มาด้วย
"สายลม" จึงเหมือน "ความหลัง" เมื่อคนอยู่ในอารมณ์เศร้า
แต่อีกด้านมันเป็นความอบอุ่นในหน้าหนาว มากกว่าผ้าห่มผืนใหญ่บนเตียง..

"สายลม" ผ่านเข้ามาในชีวิตของทุกคน เราอาจจะรู้สึกถึงมันในตอนนี้ ขณะนี้...
ในยามที่เรากำลังมีความรักทีดี ที่อบอุ่น... แต่เมื่อมันพัดผ่านไป มันก็จะกลายเป็น"สายลมในวันเก่า"

ซึ่งเราอาจจะรู้สึกถึงมันอีกครั้ง เมื่อเราเดินอยู่ริมถนนในตอนค่ำ วิ่งเล่นในสวนสาธารณะ
หรือนั่งอยู่ริมหน้าต่างบนรถโดยสาร.....
ลมแบบนี้ของใครบางคนอาจจะสงบไปแล้วแต่เชื่อเถอะ มัน(ยัง)พัดพา อยู่ในใจ
แม้ในวันที่อากาศดูหยุดนิ่งที่สุด...

จาก  teenee.com